คู่มือ

สัญญาณเตือนของการติดการพนันและวิธีประเมินตนเอง

การรับรู้สัญญาณเตือนคือก้าวแรกของการดูแลตนเอง หน้านี้อธิบายเกณฑ์การวินิจฉัย Gambling Disorder ตาม DSM-5 ในภาษาที่คนทั่วไปเข้าใจ พร้อมคำถามประเมินตนเองที่ใช้ได้จริง และแนวโน้มการพัฒนาของปัญหาการพนันตามระยะเวลา

DSM-5การประเมินตนเองอัปเดต 2026
ภาพประกอบสมุดบันทึกและปากกา สื่อถึงการประเมินตนเองด้านสุขภาพจิต

เกณฑ์การวินิจฉัย Gambling Disorder ตาม DSM-5

DSM-5 คือคู่มือการวินิจฉัยและสถิติของโรคทางจิตเวชฉบับที่ห้า ของสมาคมจิตเวชแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา เป็นมาตรฐานสากลที่จิตแพทย์และนักจิตวิทยาทั่วโลกใช้ในการวินิจฉัย ในฉบับปี 2013 ได้จัดให้ Gambling Disorder เป็นการเสพติดพฤติกรรมเทียบเท่ากับการเสพติดสาร

เกณฑ์เก้าข้อของ DSM-5

การวินิจฉัย Gambling Disorder ต้องพบพฤติกรรมอย่างน้อย 4 ใน 9 ข้อในระยะ 12 เดือน ได้แก่ (1) ต้องเพิ่มยอดเดิมพันเพื่อให้ได้ความตื่นเต้นในระดับเดิม (2) กระวนกระวายเมื่อพยายามลดหรือหยุด (3) พยายามควบคุมหรือหยุดหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ (4) คิดถึงการพนันบ่อยครั้ง (5) เล่นเมื่อรู้สึกทุกข์ (6) กลับไปเล่นเพื่อชดใช้ยอดที่เสีย (7) โกหกเรื่องการเล่น (8) เสียโอกาสสำคัญเช่นงานหรือความสัมพันธ์ และ (9) ต้องพึ่งพาผู้อื่นในการหาเงินเพื่อแก้ปัญหาจากการพนัน

ระดับความรุนแรงตาม DSM-5

DSM-5 แบ่งความรุนแรงของ Gambling Disorder เป็น 3 ระดับ ระดับเบา (4 ถึง 5 ข้อ) ระดับปานกลาง (6 ถึง 7 ข้อ) และระดับรุนแรง (8 ถึง 9 ข้อ) ระดับความรุนแรงมีผลต่อทางเลือกในการรักษา ผู้ที่อยู่ในระดับเบาอาจตอบสนองต่อการปรึกษาเชิงสั้นและการปรับพฤติกรรมด้วยตนเอง ผู้ที่อยู่ในระดับรุนแรงมักต้องการการบำบัดที่เข้มข้นและอาจต้องพักในโรงพยาบาลในช่วงเริ่มต้น การประเมินระดับควรทำโดยผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่การประเมินตนเองอย่างเดียว

ข้อจำกัดของเกณฑ์ DSM-5

เกณฑ์ DSM-5 เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ แต่มีข้อจำกัด เกณฑ์ถูกพัฒนาส่วนใหญ่จากประชากรตะวันตก และอาจไม่สะท้อนบริบททางวัฒนธรรมของเอเชียได้อย่างครบถ้วน นอกจากนี้เกณฑ์ยังเน้นพฤติกรรม ที่สังเกตได้ชัด แต่ไม่ครอบคลุมมิติของความทุกข์ทางใจในระดับลึกที่บางคนประสบก่อนที่พฤติกรรมจะปรากฏ ในการประเมินจริง นักจิตวิทยาจึงใช้เกณฑ์นี้ร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึกและเครื่องมืออื่นเช่น PGSI

คำถามประเมินตนเองที่ใช้ได้จริง

ต่อไปนี้เป็นคำถามที่ดัดแปลงจาก Problem Gambling Severity Index หรือ PGSI ซึ่งเป็นเครื่องมือประเมิน ที่ใช้ในหลายประเทศ คำถามเหล่านี้ให้คำตอบเบื้องต้นและไม่แทนที่การประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ

  1. 1คุณเดิมพันด้วยเงินมากกว่าที่คุณเคยตั้งใจไว้บ่อยแค่ไหน. ตอบ ไม่เคย บางครั้ง บ่อยครั้ง หรือเกือบตลอด
  2. 2คุณต้องเดิมพันด้วยยอดที่มากขึ้นเพื่อได้ความตื่นเต้นในระดับเดิมหรือไม่. ตอบตามความจริงในระยะ 12 เดือนที่ผ่านมา
  3. 3คุณกลับไปเล่นเพื่อชดใช้ยอดที่เสียหรือไม่. การเล่นเพื่อชดใช้เป็นสัญญาณสำคัญที่แยก ปัญหา จาก บันเทิง
  4. 4คุณยืมเงินหรือขายของเพื่อไปเล่นบ่อยครั้งหรือไม่. การยืมเพื่อเล่นแตกต่างจากการยืมเพื่อความจำเป็นในชีวิต
  5. 5คุณรู้สึกว่าอาจมีปัญหาการพนันหรือไม่. ความรู้สึกของตัวเองเป็นข้อมูลสำคัญ แม้ไม่ตรงกับพฤติกรรมภายนอกก็ตาม

การตีความคะแนน PGSI

ให้คะแนน 0 ถึง 3 สำหรับแต่ละคำถาม (ไม่เคย=0 บางครั้ง=1 บ่อยครั้ง=2 เกือบตลอด=3) รวมคะแนนทั้ง 9 ข้อในเวอร์ชันเต็ม คะแนน 0 ถือว่าไม่มีความเสี่ยง คะแนน 1 ถึง 2 มีความเสี่ยงต่ำ คะแนน 3 ถึง 7 มีความเสี่ยงปานกลาง และคะแนน 8 ขึ้นไปมีความเสี่ยงสูงและควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญโดยด่วน หากคุณอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงปานกลางขึ้นไป ควรบันทึกผลไว้และนำไปเป็นข้อมูลในการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อการประเมินที่ครบถ้วนกว่า

การประเมินซ้ำเมื่อเวลาผ่านไป

การประเมินตนเองครั้งเดียวเป็นแค่ภาพในช่วงเวลาหนึ่ง แนะนำให้ทำแบบประเมินซ้ำทุก 3 ถึง 6 เดือน เพื่อดูแนวโน้ม การเปรียบเทียบผลของหลายรอบให้ข้อมูลที่ทรงพลังกว่าผลครั้งเดียว หากคะแนนเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง แม้ยังไม่ถึงเกณฑ์เสี่ยงสูง ก็เป็นสัญญาณของการพัฒนาที่ควรจัดการก่อนเข้าสู่ระยะรุนแรง การป้องกันในระยะเริ่มต้นมีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำกว่าการรักษาในระยะรุนแรงมาก

ภาพประกอบมือประคองต้นไม้เล็ก สื่อถึงการดูแลสุขภาพจิตและการเล่นอย่างมีสติ

ระยะพัฒนาของปัญหาการพนัน

การติดพนันมักไม่เกิดขึ้นในทันที แต่พัฒนาผ่านระยะต่างๆ ที่มีรูปแบบและระยะเวลาที่ค่อนข้างชัดเจน การเข้าใจระยะที่ตนเองอยู่ช่วยประเมินความเร่งด่วนในการดูแลตนเอง

ระยะสำรวจและระยะชนะ

ระยะแรกคือระยะสำรวจ ผู้เล่นเริ่มเล่นเพราะความอยากรู้ ความสนุก หรือได้รับการชักชวน การเล่นในระยะนี้ยังควบคุมได้และเป็นความบันเทิง ระยะที่สองคือระยะชนะ ซึ่งไม่ใช่ผู้เล่นทุกคน จะผ่าน แต่หลายคนได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ในช่วงต้น ทำให้เกิดความเชื่อว่าตนเองมีทักษะ และเริ่มเพิ่มยอดเดิมพัน งานวิจัยพบว่าการได้ชัยชนะใหญ่ในช่วงต้นเป็นปัจจัยเสี่ยงที่แข็งแรง สำหรับการพัฒนาสู่การติดในภายหลัง

ระยะสูญเสียและระยะสิ้นหวัง

ระยะสูญเสียเริ่มเมื่อยอดที่เสียเริ่มเกินยอดที่ชนะ ผู้เล่นเริ่มยืมเงิน ซ่อนพฤติกรรม และเล่นเพื่อชดใช้ ระยะนี้อาจใช้เวลา 1 ถึง 5 ปีก่อนเข้าสู่ระยะสิ้นหวัง ในระยะสิ้นหวัง ผู้เล่นมีหนี้สินหนัก อาจสูญเสียงาน ครอบครัว และความเคารพในตนเอง อาจเกิดภาวะซึมเศร้ารุนแรง และความคิดฆ่าตัวตาย การขอความช่วยเหลือในระยะนี้ทำได้ยากกว่าระยะเริ่มต้น แต่ยังเป็นไปได้ และมีทางออกหากมีการสนับสนุนที่เหมาะสม

ระยะฟื้นฟูและการกลับสู่ชีวิตปกติ

ระยะฟื้นฟูเริ่มเมื่อผู้เล่นตัดสินใจขอความช่วยเหลืออย่างจริงจัง ระยะนี้เริ่มต้นด้วยการยอมรับ และการทำแผนการรักษาที่มีเป้าหมายชัด ผู้ที่ผ่านระยะนี้ต่อไปจนถึงระยะการกลับสู่ชีวิตปกติ ต้องผ่านการปรับพฤติกรรม การจัดการหนี้สิน การซ่อมแซมความสัมพันธ์ และการค้นพบเป้าหมายใหม่ ในชีวิต ระยะนี้อาจใช้เวลา 2 ถึง 5 ปี แต่ผู้ที่ผ่านมาแล้วมักรายงานคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเริ่มเล่นด้วยซ้ำ

เมื่อไรควรขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ

การรู้ว่าเมื่อไรควรก้าวข้ามการดูแลตนเองไปสู่การขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ เป็นการตัดสินใจ ที่สำคัญและควรทำก่อนที่ปัญหาจะรุนแรงเกินกว่าจะจัดการได้ด้วยตัวเอง

เกณฑ์ที่ควรพิจารณา

หากคุณพยายามหยุดหรือลดการเล่นหลายครั้งแล้วแต่ไม่สำเร็จ หากการเล่นเริ่มกระทบการทำงาน ความสัมพันธ์ หรือการเงิน หากคุณมีความคิดทำร้ายตนเองในช่วงหลังการเสียเงิน หรือหากคะแนน PGSI ของคุณอยู่ในระดับความเสี่ยงปานกลางขึ้นไป การขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ ควรถือเป็นขั้นตอนถัดไป ไม่ควรรอให้ปัญหาแย่ลงก่อน การขอความช่วยเหลือไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นทักษะของการดูแลตนเองที่มีระบบ

การเลือกผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสม

ในประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญที่ให้บริการรักษาการติดพนันประกอบด้วย จิตแพทย์ที่มีประสบการณ์ ด้านการเสพติดพฤติกรรม นักจิตวิทยาคลินิกที่ได้รับใบอนุญาต และนักสังคมสงเคราะห์ที่ผ่าน การอบรมด้านนี้ การเลือกควรพิจารณาประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญกับปัญหาการพนันโดยเฉพาะ ไม่ใช่แค่ปัญหาสุขภาพจิตทั่วไป การถามในการนัดครั้งแรกว่าเคยดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาการพนันมากี่คน เป็นคำถามที่ตรงประเด็นและไม่หยาบคาย

คำถามที่พบบ่อย

แบบประเมิน PGSI แม่นยำแค่ไหน

PGSI ผ่านการวิจัยตรวจสอบความแม่นยำในหลายภาษาและวัฒนธรรม รวมถึงไทย ความไว (Sensitivity) และความจำเพาะ (Specificity) อยู่ประมาณร้อยละ 80 ถึง 85 ซึ่งถือว่าดีสำหรับเครื่องมือคัดกรองเบื้องต้น แต่ไม่แทนที่การประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ

ถ้าฉันมีเพียง 2 ข้อจากเกณฑ์ DSM-5 ควรกังวลหรือไม่

หากคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่ำแต่ยังกังวล ควรพิจารณาปัจจัยเสริมอื่นเช่นประวัติครอบครัว ระดับความเครียดในชีวิต และรูปแบบพฤติกรรมโดยรวม แม้ยังไม่ตรงเกณฑ์การวินิจฉัย การปรึกษาเชิงสั้นเพื่อป้องกันเป็นทางเลือกที่คุ้มค่า

อาการติดสามารถหายเองได้หรือไม่

ในบางกรณี ผู้ที่มีอาการระดับเบาสามารถควบคุมได้ด้วยตนเองผ่านการเปลี่ยนพฤติกรรมและสภาพแวดล้อม แต่กรณีที่เข้าสู่ระยะสูญเสียหรือหนักกว่านั้น การหายเองเป็นไปได้ยากมาก การขอความช่วยเหลือเพิ่มโอกาสสำเร็จอย่างมีนัยสำคัญ

การประเมินตนเองที่บ้านมีความเป็นส่วนตัวหรือไม่

แบบประเมินบนเว็บของมูลนิธิเราไม่บันทึกข้อมูลของผู้ทำ ผลจะปรากฏบนหน้าจอเพียงครั้งเดียวและหายเมื่อปิดหน้าเว็บ ไม่มีการเก็บข้อมูลระบุตัวตนใดๆ ผู้ใช้สามารถทำได้อย่างปลอดภัย

คนใกล้ชิดควรทำแบบประเมินแทนผู้ที่ต้องสงสัยได้หรือไม่

ควรให้ผู้ที่ถูกประเมินทำเอง เพราะการรับรู้จากมุมของผู้เล่นเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถเก็บจากภายนอกได้ครบถ้วน อย่างไรก็ตาม คนใกล้ชิดสามารถทำแบบประเมินคู่ขนาน (Concerned Significant Other version) ที่มูลนิธิให้บริการเพื่อประเมินผลกระทบต่อครอบครัว